วิตามินซี คืออะไร สรุปประโยชน์ของ Vitamin C ที่ควรรู้

วิตามินซี

วิตามินซี (Vitamin C) เป็นวิตามินที่จำเป็นสำหรับร่างกาย เพราะไม่สามารถสังเคราะห์ได้เองและต้องได้รับจากอาหารหรือเสริมสารอาหาร ซึ่งมีปริมาณสูงในผลไม้และผักสีเขียวเหลือง เช่น ส้มโอ, มะละกอ, กีวี, ผักกาดขาว, ผักบุ้งจีน ฯลฯ

วิตามินซีมีหน้าที่สำคัญในการสร้างโคลลาเจนที่ช่วยให้ผิวพรรณแข็งแรง มีความยืดหยุ่น และป้องกันการเกิดริ้วรอย เป็นต้น นอกจากนี้ วิตามินซียังมีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระและสารพิษในร่างกาย ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านการติดเชื้อและโรคต่างๆ และมีบทบาทสำคัญในการสร้างเซลล์เลือดแดง

การสูญเสียวิตามินซีจากการตัดผลไม้และผัก การทำอาหารหรือการอบแห้งเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้ปริมาณวิตามินซีลดลง ดังนั้นควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีเพียงพอเพื่อสุขภาพร่างกายที่ดี และหากไม่เพียงพอสามารถเสริมสารอาหารวิตามินซีผ่านทางอาหารเสริมได้ โดยอาหารเสริมวิตามินซีมักจะมีในรูปแบบเม็ดหรือน้ำยา

อาหารที่ให้วิตามินซีมากสุด

อาหารที่ให้วิตามินซีมากสุดคือผลไม้และผักสีเขียวเหลือง โดยมีดังนี้

  • กีวี: มีปริมาณวิตามินซีสูงสุด ในแต่ละ 100 กรัมมีปริมาณวิตามินซีถึง 200-300 มิลลิกรัม
  • ส้มโอ: 1 ผลใหญ่ประมาณ 140 กรัม มีปริมาณวิตามินซีประมาณ 70-80 มิลลิกรัม
  • มะละกอ: 1 ผลใหญ่ประมาณ 250 กรัม มีปริมาณวิตามินซีประมาณ 60-80 มิลลิกรัม
  • แตงกวา: 1 ชามขนาดเล็กประมาณ 150 กรัม มีปริมาณวิตามินซีประมาณ 30-40 มิลลิกรัม
  • ผักกาดขาว: 100 กรัม มีปริมาณวิตามินซีประมาณ 50-60 มิลลิกรัม
  • ผักบุ้งจีน: 100 กรัม มีปริมาณวิตามินซีประมาณ 40-50 มิลลิกรัม

นอกจากนี้ยังมีอาหารเสริมวิตามินซีที่สามารถเพิ่มปริมาณวิตามินซีในร่างกายได้ เช่น เม็ดสารอาหารเสริมวิตามินซี และน้ำผลไม้เปล่าหรือน้ำมะนาวซึ่งมีปริมาณวิตามินซีสูง

วิตามินซีมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ดังนี้

  1. สร้างโคลลาเจน: วิตามินซีมีส่วนช่วยสร้างโคลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยให้ผิวพรรณแข็งแรง มีความยืดหยุ่น และป้องกันการเกิดริ้วรอย เป็นต้น
  1. บำรุงร่างกาย: วิตามินซีมีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระและสารพิษในร่างกาย ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านการติดเชื้อและโรคต่างๆ
  1. ช่วยในการดูแลสุขภาพของผิวพรรณ: วิตามินซีช่วยป้องกันการเกิดสิวและสิวอุดตัน ช่วยในการลดเม็ดสีเหลืองในตา และช่วยในการลดการอักเสบของผิวพรรณ
  1. ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน: วิตามินซีมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานโดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่มีน้ำตาลในเลือดสูง หรือโดยชนิดของโรคเบาหวาน
  1. ช่วยในการลดความเสียหายจากแสงแดด: วิตามินซีมีส่วนช่วยลดความเสียหายจากแสงแดดที่เกิดขึ้นกับผิวพรรณโดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวบอบบางและผิวแพ้ง่าย
  1. ช่วยในการลดการเกิดการติดเชื้อ: วิตามินซีมีส่วนช่วยในการลดการเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส
  1. ช่วยในการดูแลสุขภาพเส้นผม: วิตามินซีมีส่วนช่วยในการดูแลสุขภาพเส้นผม ช่วยให้เส้นผมแข็งแรงและมีสุขภาพดี
  1. ช่วยในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง: วิตามินซีมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง เนื่องจากมีความสามารถในการป้องกันความเสียหายของเซลล์และการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์
  1. ช่วยในการลดอาการปวดเมื่อได้รับบาดเจ็บ: วิตามินซีมีส่วนช่วยในการลดอาการปวดเมื่อได้รับบาดเจ็บ โดยช่วยในการลดการอักเสบและเพิ่มปริมาณเลือดแดงในบริเวณที่บาดเจ็บ

สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มปริมาณวิตามินซีในร่างกาย สามารถรับประทานอาหารหรือเสริมสารอาหารวิตามินซีได้ตามความเหมาะสม โดยไม่ควรรับประทานเกินปริมาณที่แนะนำหรือมากเกินไปเพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้

ผลข้างเคียงวิตามินซี

การรับประทานวิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสมมักไม่เกิดผลข้างเคียง แต่หากรับประทานเกินปริมาณที่แนะนำอาจเกิดผลข้างเคียงได้ โดยอาจมีอาการดังนี้

  • อาการปวดท้อง แน่นหน้าอก คลื่นไส้อาเจียน และท้องเสีย
  • อาการมีผื่น ติดเชื้อ หรือตะคริวบริเวณปากและเมื่องปวด
  • อาการมีภาวะแพ้ที่ผิวหนัง อาจมีผื่น บวม และคัน
  • อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น กรดไหลย้อน ทำให้อาหารย้อนกลับมาจากกระเพาะไปยังหลอดอาหารหรือกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ
  • อาการปวดศีรษะ ซึ่งอาจเกิดจากการรับประทานวิตามินซีเกินปริมาณที่แนะนำ

ผู้ที่มีภาวะแพ้วิตามินซีหรือเคยมีอาการผิดปกติหลังจากรับประทานวิตามินซี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานวิตามินซีในปริมาณมากกว่าปกติ หรือจะเป็นการรับประทานเพื่อเสริมสร้างสุขภาพควรพิจารณาให้ดีก่อนรับประทาน

วิตามินซีธรรมชาติ VS วิตามินซีสังเคราะห์ 

วิตามินซีธรรมชาติ คือ วิตามินซีที่มาจากแหล่งอาหารธรรมชาติ เช่น ผลไม้ และผัก เป็นต้น วิตามินซีธรรมชาติมีคุณภาพที่ดีและประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะมีสารอาหารอื่นๆ ที่สามารถเสริมคุณค่าทางโภชนาการได้ร่วมด้วย

วิตามินซีสังเคราะห์ คือ วิตามินซีที่ผลิตขึ้นจากกระบวนการเคมีในโรงงาน ซึ่งมักมีชื่อว่า “Ascorbic Acid” หรือ “Vitamin C สังเคราะห์” วิตามินซีสังเคราะห์มักจะมีความเข้มข้นและมีราคาถูกกว่าวิตามินซีธรรมชาติ แต่บางครั้งอาจมีคุณภาพที่ต่ำกว่าวิตามินซีธรรมชาติ เนื่องจากไม่มีสารอาหารอื่นๆ ที่สามารถเสริมคุณค่าทางโภชนาการได้ร่วมด้วย

การเลือกซื้อวิตามินซีธรรมชาติหรือวิตามินซีสังเคราะห์ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคล หากคุณต้องการคุณภาพที่ดีและมีความสมบูรณ์แบบ ควรเลือกซื้อวิตามินซีธรรมชาติจากแหล่งอาหารธรรมชาติ แต่ถ้าคุณต้องการความสะดวกและราคาถูก อาจเลือกซื้อวิตามินซีสังเคราะห์ก็ได้ โดยควรตรวจสอบป้ายกำกับสินค้าและเลือกซื้อจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ

นอกจากคุณสมบัติและผลต่าง ๆ ของวิตามินซีธรรมชาติและวิตามินซีสังเคราะห์ที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีข้อแตกต่างเพิ่มเติมดังนี้

การดูแลและการจัดเก็บ: วิตามินซีธรรมชาติมักมีอายุการใช้งานสั้นกว่าวิตามินซีสังเคราะห์ และมีความต้องการในการจัดเก็บและดูแลที่ให้ความระมัดระวังมากกว่าวิตามินซีสังเคราะห์

การดูดซึม: วิตามินซีธรรมชาติมักมีความต้องการของเกลือและวิตามินอื่นๆ เพื่อช่วยในกระบวนการดูดซึม ในขณะที่วิตามินซีสังเคราะห์มักไม่มีสารอื่นๆ ที่ช่วยในกระบวนการดูดซึม

ความเสถียรภาพ: วิตามินซีธรรมชาติมักมีความเสถียรภาพที่ดีกว่าวิตามินซีสังเคราะห์ ซึ่งอาจช่วยให้มีการสะสมและใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คุณภาพ: วิตามินซีธรรมชาติมักมีคุณภาพที่ดีกว่าวิตามินซีสังเคราะห์ ซึ่งอาจช่วยให้ได้รับประโยชน์จากสารอาหารอื่นๆ ที่มีอยู่ในอาหารเพิ่มเติมได้ดีขึ้น

รูปแบบวิตามินซี

วิตามินซีเป็นสารอาหารที่มีรูปแบบหลายรูปแบบ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบหลัก ดังนี้

  1. Ascorbic Acid: เป็นรูปแบบวิตามินซีสังเคราะห์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ซึ่งมักถูกผลิตโดยใช้เทคโนโลยีการสังเคราะห์จากสารอื่นๆ เช่น แอสคอร์บิคแอซิด และเรซิโนเรซิโน
  1. Ascorbyl Palmitate: เป็นรูปแบบวิตามินซีสังเคราะห์ที่ผสมกับกรดไขมัน เป็นสารตัวกลางสำหรับการผลิตอาหารเสริม และเครื่องดื่มเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ
  1. Sodium Ascorbate: เป็นรูปแบบวิตามินซีที่ผสมกับโซเดียม ทำให้สารนี้มีความเป็นกรดต่ำกว่า Ascorbic Acid และสามารถละลายน้ำได้ง่ายขึ้น มักนำมาใช้ในอาหารเสริมสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร

นอกจาก 3 รูปแบบของวิตามินซีที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีรูปแบบอื่นๆ ที่นิยมใช้งานอยู่ในหลายประเภทของผลิตภัณฑ์ทางอาหาร เช่น

  1. Calcium Ascorbate: เป็นรูปแบบวิตามินซีที่ผสมกับแคลเซียม มักนำมาใช้ในการผลิตอาหารเสริมสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกและสมอง
  1. Magnesium Ascorbate: เป็นรูปแบบวิตามินซีที่ผสมกับแมกนีเซียม สามารถช่วยลดอาการเครียดและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้
  1. Liposomal Vitamin C: เป็นรูปแบบวิตามินซีที่มีการประกอบเข้ากับลิโพโซมในการผลิต ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมและเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น
  1. Ester-C: เป็นรูปแบบวิตามินซีที่ผสมกับชนิดพิเศษของแคลเซียมและตะไคร่น้ำ ช่วยให้การดูดซึมของวิตามินซีสูงขึ้นและมีความเป็นกรดต่ำกว่า Ascorbic Acid

การเลือกใช้รูปแบบของวิตามินซีนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และความต้องการของแต่ละบุคคล ดังนั้น การปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการก่อนการใช้งาน เป็นสิ่งสำคัญในการเลือกรูปแบบของวิตามินซีที่เหมาะสมกับร่างกายและความต้องการ

สารประกอบที่พบในวิตามินซี

วิตามินซีมีสารประกอบหลายชนิด โดยสารประกอบหลักของวิตามินซีคือ Ascorbic Acid หรือ Vitamin C แต่ยังมีสารประกอบอื่นๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างประโยชน์ของวิตามินซีด้วยดังนี้

  1. Bioflavonoids: เป็นสารสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างประโยชน์ของวิตามินซี โดยมีหลายชนิด เช่น Rutin, Hesperidin, Quercetin ซึ่งสามารถช่วยลดการเกิดอาการอักเสบ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและเสริมสร้างระบบหลอดเลือดได้
  1. Vitamin B6: เป็นสารสำคัญที่ช่วยในกระบวนการผลิตโพรตีน ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและส่งเสริมการดูดซึมของวิตามินซีได้
  1. Vitamin E: เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์และอวัยวะของร่างกายจากความเสียหายจากอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานของวิตามินซี
  1. Zinc: เป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยกระตุ้นการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงและสร้างเนื้อเยื่อต่างๆในร่างกาย
  1. Selenium: เป็นแร่ธาตุที่ช่วยปกป้องเซลล์และอวัยวะของร่างกายจากความเสียหายจากอนุมูลอิสระ ช่วยกระตุ้นการทำ

การดูดซึมวิตามินซี

การดูดซึมวิตามินซีขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น รูปแบบของวิตามินซีที่รับประทาน ปริมาณวิตามินซีที่รับประทาน ระยะเวลาในการรับประทาน และสารอื่นที่มีอยู่ในอาหารที่รับประทานพร้อมกับวิตามินซี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมวิตามินซี ควรทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  • รับประทานวิตามินซีอย่างสม่ำเสมอ: การรับประทานวิตามินซีอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมวิตามินซีได้ เพราะร่างกายจะสามารถนำซึมสารอาหารได้ดีขึ้นเมื่อมีการรับประทานอย่างสม่ำเสมอ
  • รับประทานวิตามินซีพร้อมอาหาร: การรับประทานวิตามินซีพร้อมอาหารจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมวิตามินซีได้ เพราะอาหารจะช่วยลดความเป็นกรดของไส้ตรงและทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินซีได้ง่ายขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานกับช่วงเวลาที่มีการดื่มกาแฟหรือชา: การดื่มกาแฟหรือชาจะทำให้ร่างกายสร้างสารที่ช่วยทำลายวิตามินซี ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการรับประทานวิตามินซีพร้อมกับกาแฟหรือชา
  • รับประทานวิตามินซีเป็นรูปแบบที่เหมาะสม: รูปแบบของวิตามินซีสามารถแบ่งได้หลายรูปแบบ โดย Ascorbic Acid เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุด แต่ในบางกรณี Ascorbic Acid อาจไม่เหมาะสมสำหรับบางกลุ่มผู้คน เช่นผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ดังนั้นควรเลือกใช้รูปแบบของวิตามินซีที่เหมาะสมกับร่างกายของเรา
  • ปริมาณวิตามินซีที่รับประทาน: ปริมาณวิตามินซีที่ควรรับประทานต่อวันขึ้นอยู่กับอายุ เพศ และสุขภาพของแต่ละบุคคล โดยปกติแล้ว ปริมาณวิตามินซีที่ควรรับประทานต่อวันสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 75-90 มิลลิกรัมต่อวัน
  • รับประทานวิตามินซีเป็นระยะเวลา: การรับประทานวิตามินซีเป็นระยะเวลายาวนานจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมวิตามินซีได้ เช่น การรับประทานวิตามินซีเป็นระยะเวลา 1-2 เดือนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมวิตามินซีได้มากขึ้น
  • ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานวิตามินซีเกินปริมาณที่แนะนำ: การรับประทานวิตามินซีเกินปริมาณที่แนะนำอาจทำให้เกิดผลเสียได้

ข้อแนะนำการทานวิตามินซี

การทานวิตามินซีสามารถทำได้ตามข้อแนะนำต่อไปนี้:

  • ควรรับประทานวิตามินซีจากแหล่งอาหารธรรมชาติ: วิตามินซีสามารถหาได้จากอาหารธรรมชาติหลายชนิด เช่น ผลไม้ และผักใบเขียวเข้ม เช่น ส้ม แตงกวา มะนาว กีวี่ ผักบุ้งจีน และคะน้า หรือจะรับประทานอาหารเสริมวิตามินซีก็ได้
  • รับประทานวิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสม: ควรรับประทานวิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสมตามความต้องการของร่างกาย และอย่ารับประทานมากเกินไป
  • รับประทานวิตามินซีพร้อมอาหาร: การรับประทานวิตามินซีพร้อมอาหารจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมและนำซึมวิตามินซีได้ดีขึ้น และป้องกันการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย หรือการเกิดภาวะแพ้วิตามินซี
  • รับประทานวิตามินซีในเวลาที่เหมาะสม: ควรรับประทานวิตามินซีในเวลาที่เหมาะสม เช่น รับประทานในช่วงเช้าหรือเวลากลางวัน เพื่อให้ร่างกายมีเวลาดูดซึมและนำซึมวิตามินซีได้อย่างเต็มที่
  • รับประทานวิตามินซีตามความต้องการของร่างกาย: การรับประทานวิตามินซีตามความต้องการของร่างกายจะช่วยป้องกันการเกิดภาวะเสียดทางเมตาบอลิก

    ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หลังการรับประทานวิตามินซีเป็นเวลานานๆ โดยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อปรับปรุงปริมาณและรูปแบบการรับประทานวิตามินซีให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย
  • ควรรับประทานวิตามินซีในช่วงเวลาที่เหมาะสม: การรับประทานวิตามินซีในช่วงเวลาที่เหมาะสมจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อาการแพ้วิตามินซี อาการคลื่นไส้ ปวดท้อง หรือแผลในช่องปาก ซึ่งอาจเกิดขึ้นหากรับประทานวิตามินซีในเวลาที่ไม่เหมาะสม
  • ควรเลือกซื้อวิตามินซีจากร้านค้าที่เชื่อถือได้: ควรเลือกซื้อวิตามินซีจากร้านค้าที่มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพ และปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรฐานต่างๆ เพื่อให้ได้วิตามินซีที่มีคุณภาพและปลอดภัยในการใช้งาน

สรุปเรื่อง วิตามินซี

วิตามินซีเป็นวิตามินที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพของร่างกาย โดยมีหลายประโยชน์สำคัญ เช่น ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลดอาการปวดและอักเสบ เสริมสร้างโครงสร้างของผิวพรรณ และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด

ซึ่งวิตามินซีสามารถหาได้จากแหล่งอาหารธรรมชาติหลายชนิด เช่น ผลไม้ และผักใบเขียวเข้ม เช่น ส้ม แตงกวา มะนาว กีวี่ ผักบุ้งจีน และคะน้า หรือจะรับประทานอาหารเสริมวิตามินซีก็ได้ นอกจากนี้ การรับประทานวิตามินซีควรปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อป้องกันการเกิดผลข้างเคียงและเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมของวิตามินซีในร่างกาย สุดท้าย ควรมีการตรวจสอบระดับวิตามินซีในร่างกายเพื่อควบคุมและรักษาสุขภาพให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายทุกๆ ช่วงชีวิต

ข้อมูลและงานวิจัยอ้างอิง วิตามินซี

Carr AC, Vissers MCM. Synthetic or Food-Derived Vitamin C—Are They Equally Bioavailable? Nutrients. 2013;5(11):4284-4304. doi:10.3390/nu5114284

Hemilä H, Louhiala P. Vitamin C for preventing and treating pneumonia. Cochrane Database of Systematic Reviews. 2013;(8):CD005532. doi:10.1002/14651858.CD005532.pub3

Padayatty SJ, Katz A, Wang Y, Eck P, Kwon O, Lee JH, Chen S, Corpe C, Dutta A, Dutta SK, Levine M. Vitamin C as an antioxidant: evaluation of its role in disease prevention. Journal of the American College of Nutrition. 2003;22(1):18-35. doi: 10.1080/07315724.2003.10719272

Lykkesfeldt J, Michels AJ, Frei B. Vitamin C. Advances in Nutrition. 2014;5(1):16-18. doi: 10.3945/an.113.005157

Schectman G, Byrd JC, Gruchow HW. The influence of smoking on vitamin C status in adults. American Journal of Public Health. 1989;79(2):158-162. doi: 10.2105/AJPH.79.2.158

Carr AC, Maggini S. Vitamin C and Immune Function. Nutrients. 2017;9(11):1211. doi:10.3390/nu9111211

Hemilä H, Chalker E. Vitamin C for preventing and treating the common cold. Cochrane Database of Systematic Reviews. 2013;(1):CD000980. doi: 10.1002/14651858.CD000980.pub4

Kim J, Lee C, Ko Y, et al. Vitamin C supplementation reduces the odds of developing a common cold in Republic of Korea Army recruits: randomised controlled trial. BMJ Military Health. 2018;164(5):326-332. doi: 10.1136/jramc-2017-000853

Hemilä H. Vitamin C and Infections. Nutrients. 2017;9(4):339. doi:10.3390/nu9040339

Katoch O, Dubey P, Soni M, Sharma M. Therapeutic effect of Vitamin C on periodontitis: A systematic review and meta-analysis. J Clin Exp Dent. 2019;11(2):e164-e169. doi: 10.4317/jced.55476